Webdesign

Intro Webdesign

ทำไมเราถึงต้องมี บท Intro ขึ้นมาก่อนนะเหรอครับ ก็เพราะว่าเป็นการปูพื้นฐานและทำความเข้าใจในหลักการเบื้องต้นของการออกแบบเว็บไซน์กันก่อน (ความจริงแล้วก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเอาอะไรมาเขียน Blog ก่อนดี 555+) ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพียงแต่ใครที่ยังไม่รู้ ก็ออกแบบเว็บให้สวยได้ยากอยู่เหมือนกันนะครับ

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าไฟล์รูปภาพนั้นมีอยู่ 2 ชนิดนะครับ ซึ่งได้แก่
1. ไฟล์รูปภาพชนิด Bitmap จะเป็นภาพที่เกิดจากการรวมตัวกันของเม็ดสีหลายๆสีจนก่อให้เกิดเป็นภาพ รูปภาพชนิดนี้สังเกตได้ว่าเวลาที่เราทำการขยายรูปให้ใหญ่แล้วรูปจะเกิดอาการแตก เห็นเป็นเม็ดๆ

2. ไฟล์รูปภาพชนิด Vector จะเป็นภาพที่ใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ในการคำนวณทำให้เกิดรูปภาพ รูปภาพชนิดนี้เมื่อทำการขยายแล้วจะไม่แตกครับ

ต่อมาเรามาดูนามสกุลของรูปภาพกันบ้างดีกว่านะครับ ว่ามีความต่างกันอย่างไงบ้าง
.ai เป็นไฟล์เฉพาะของโปรแกรม Adobe Illustator แต่สามารถที่จะเปิดในโปรแกรม Adobe Photoshop เพื่อใช้ในการทำงานร่วมกันได้

.gifเป็นไฟล์รูปภาพที่เป็นมาตราฐานใน Internet ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถทำเป็นภาพ Animation และรูปภาพที่พื้นหลังโปรงใสได้ ส่วนสีที่สามารถแสดงได้จะอยู่ที่ 256 สี

.jpg . jpeg เป็นไฟล์รูปภาพที่เป็นมาตราฐานใน Internet อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจะใช้ในงานรูปภาพประเภทรูปถ่าย หรือรูปที่ใช้จำนวนสีเยอะๆ เพราะด้วยคุณสมบัติพิเศษที่สามารถแสดงสีได้ประมาณ 16.7 ล้านสี

.tiff เป็นไฟล์รูปภาพที่เกิดมากับโปรแกรม PageMaker เหมาะสำหรับงานพิมพ์

.pdf เป็นไฟล์ของโปรแกรม Adobe Acrobat ซึ่งใช้เป็นสื่อพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ สนับสนุนทั้งแบบ Vactor และ Bitmap

.png เป็นไฟล์รูปภาพที่ออกแบบมาเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของ .gif

.eps สนับสนุนทั้งแบบ Vactor และ Bitmap
ทีนี้ก็พอจะรู้ข้อแตกต่างระหว่างไฟล์รูปภาพแต่ละฟอร์แมตแล้วนะครับ แต่ไฟล์ที่เรานิยมใช้กันบน website กันก็คือ ไฟล์ .gif , .jpg , .jpeg ต่อไปเรามาดูว่าจะเลือกsaveรูปเป็น .gif หรือว่า .jpg ดีเมื่อเราทำการดีไซน์เสร็จแล้ว หลักการง่ายๆในการเลือกก็คือให้เราสังเกตว่ารูปในส่วนที่เราจะทำการ Save นั้นดูแล้วจำนวนสีมากหรือไม่ ถ้าจำนวนสีมีมากหรือมีความต่างสีมาก ก็ให้เราทำการ Save รูปเป็น .jpg นี่คือข้อที่ 1 ส่วนข้อที่ 2 ก็คือดูว่าเรา Save เป็นฟอร์แมตไหนไฟล์จะมีขนาดเล็กที่สุดโดยที่มีความละเอียดอยู่ในระดับที่เราดูแล้วเรียบเนียบ หรือคล้ายคลึงกับต้นแบบมากที่สุด โดยโปรแกรมที่เราใช้ในการออกแบบส่วนใหญ่จะมีในส่วนนี้ให้เราดูได้อยู่แล้วเมื่อเราจะทำการ Save


edit @ 2006/03/21 22:39:56
edit @ 2006/03/21 22:40:29
edit @ 2006/03/21 22:42:33
edit @ 2006/03/21 22:44:01

edit @ 2006/03/28 21:37:36
การออกแบบ
การออกแบบจะประกอบไปด้วยหลักการ 3 ประการ ซึ่งนักออหแบบควรจะรู้ไว้ก่อนที่จะทำการออกแบบนะครับ
1. ต้องมีความสายงาม มนุษย์แต่ละคนจะมีการรับรู้ที่แตกต่างกัน มีรสนิยมที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นงานที่เราทำการออกแบบมานั้นอาจจะมีคนบอกว่าสวยบ้างไม่สวยบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับ ที่สำคัญคือให้ลูกค้าหรือคนที่ต้องการงานของเราพอใจก็เป็นอันใช้ได้แล้วครับ
2. มีประโยชน์ในการใช้สอยที่ดี มีประโยชน์ในการใช้สอยที่ดีหมายความว่าเราต้องคำนึงว่างานที่เราทำการออกแบบนั้นจะนำไปใช้กับอะไร เช่น เราจะทำการออกแบบหน้าตาโปรแกรมสักโปรแกรมหนึ่ง เราก็ควรที่จะคำนึงถึงพื้นที่ที่จะนำมาใช้สอยเป็นหลักด้วย ไม่ใช่ว่าออกแบบซะเต็มที่แล้วเหลือพื้นที่เอาไว้ใช้งานอยู่กะจึ๋งนึง ก็ไม่ดี
3. มีแนวความคิดในการออกแบบที่ดี ในงานแต่ละงานนั้นเราควรที่จะมีแนวความคิดในการออกงานนั้นๆก่อนเพื่อที่จะไม่ทำให้เราหลงทางในการออกแบบได้ แล้วข้อดีอีกอย่างนึงก็คือจะทำให้ผู้ที่ดูผลงานของเราเข้าใจในผลงานของเราได้ง่าย ทั้งยังให้เกิดแนวคิดและจินตนาการตามผลงานของเราได้
*** หลักในการออกแบบก็มีอยู่แค่ 3 ข้อเท่านั้นนะครับถ้ายังไงก็อย่าให้ลืมข้อใดข้อหนึ่งไปหละครับ
สรุปง่ายๆเป็นบรรทัดฐานในการออกแบบนะครับจำว่าให้ดี ว่า ต้องเวิร์ก(จะเวิ้งมอร์ก็ได้นะ555+) ต้องสวย และต้องสื่อ เวิร์ก สวย สื่อ เวิร์ก สวย สื่อ เวิร์ก สวย สื่อ เวิร์ก สวย สื่อ จำไว้ให้มั่น เอาหละคราวนี้จะมาอธิบายว่า เวิร์ก สวย สื่อ คืออะไร
เวิร์ก = ต้องตอบสนองต่อประโยชน์ในการใช้สอยให้ได้
สวย = ต้องมีความสวยงามเป็นที่พึงพอใจของผู้ชม ลูกค้า หรือผู้ออกแบบเอง
สื่อ = ต้องสื่อความหมายในงานออกมาให้เข้าใจได้
ต่อไปเรามาดูที่ขบวนการทำงานกันบ้างนะครับ ว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง
1. ต้องมาการวิเคราะห์โจทย์ที่มีมาให้ก่อน โดยใช้หลัก What / Where / Who / How
What = ต้องเข้าใจให้ได้ก่อนว่าเราทำอะไร เช่น เราจะทำการออกแบบเว็บไซด์ขายของ ก็ควรจะออกแบบไปในแนวทางของสินค้าด้วย
Where = ต้องดูว่าเราจะออกแบบงานเพื่อเอาไปใช้ที่ไหน เช่น ออกแบบเว็บไซด์ก็ควรที่จะคำนึงในเรื่องของการโหลดด้วย
Who = ต้องรู้ว่าคนที่เข้ามาดูเป็นใคร หรือพูดง่ายๆว่าใครที่จะเห็นงานออกแบบของเราบ้าง เช่น ออกแบบเว็บไซด์ขายเครื่องประดับ ก็ควรที่จะต้องสื่อเพื่อให้ผู้ชมเกิดความอยากซื้อหรืออยากที่จะเข้ามาดูอีก
How = อย่างไรนี่ก็คือว่าเราจะออกแบบอย่างไงเพื่อที่จะให้ตอบกับโจทย์ที่ได้รับมากที่สุด
2. ต้องสร้างแนวความคิดในการออกแบบให้ได้ซะก่อนเพื่อป้องกันการหลงทางในการออกแบบ และเพื่อให้อธิบายได้ว่าผลงานของเรามีแนวความคิดในการออกแบบอย่างไร และในบางครั้งก็จะช่วยให้งานที่เราออกแบบมานั้นมีคุณค่ามากขึ้นในสายตาของผู้ชมผลงานได้ถ้าเขารู้ถึงแนวความคิดของเรา
3. ศึกษาจากงานหรือตัวอย่างอื่นๆที่มีอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง จากผมคือ ผมจะให้ลูกค้าเลือกเว็บที่เขาชอบหรืออยากจะให้งานขเงเขาออกมาในแนวไหน มาให้ผมดูสัก 3 เว็บ แล้วเราก็ไปหาเพิ่มว่าในรูปแบบของเว็บแบบเดียวกับที่เราจะทำของที่อื่นเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็จะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป
4. ออกแบบร่าง ก็คือการออกแบบ โครงร่างขึ้นมาก่อนโดยอาจจะวาดในกระดาษก่อนก็ได้ หรือทำออกมาจริงๆเลยแต่ว่าเป็นแบบหยาบๆ
5. ต่อมาเราก็จะมาทำการออกแบบจริงกัน
6. สุดท้ายก็มาถึงขั้นตอนในการเก็บรายละเอียด เป็นขั้นตอนสุดท้ายนะครับ
ในครั้งต่อไปเราจะมาว่ากันถึงเรื่องขององค์ประกอบภาพและสีกันนะครับ ผมขอจบเพียงแค่นี้ก่อน

edit @ 2006/03/25 10:40:57

องค์ประกอบพื้นฐานของภาพ

องค์ประกอบพื้นฐานจะประกอบไปด้วย จุด -> เส้น -> ระนาบ
ต่อมาเรามาดูคุณสมบัติของแต่ละองค์ประกอบหันดีกว่านะครับว่ามีคุณสมบัติอะไรมั่ง

จุด - จะเรียกร้องความสนใจของสายตาได้เป็นอย่างดี
- จุดจะเป็นตัวบอกและกำหนดตำแหน่งในภาพ
- การที่เราวางจุดไว้ 2 จุดนั้น เราจะได้พื้นที่ระหว่างจุดที่จะให้ความรู้สึกดึงดูดกัน

เส้น - ให้ความรู้สึกไปทางด้านยาว
- นำสายตาไปในแนวทางของเส้น ช่วยกำหนดทิศทาง และมีความต่อเนื่อง
- สามารถใช้เพื่อแบ่งซอยภาพได้
คุณสมบัติของเส้นแต่ละประเภท
- เส้นตรง > มั่นคงเป็นระเบียบ
- เส้นนอน > สงบนิ่ง เรียบร้อย
- เส้นเฉียง > เคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง และมีพลังขับ
- เส้นโค้ง > นิ่มนวล พลิ้วไหว
- เส้นหยัก > ไม่เป็นระเบียบ อิสระ ไม่อยู่ในกรอบ สับสนวุ่นวาย
- เส้นเล็กและบาง > เบา เฉียบคม
- เส้นหนา > หนักแน่น นำสายตา

ระนาบ - วงกลม ให้ความรู้สึกเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นที่รวมความสนใจ
- สี่เหลี่ยม ให้ความรู้สึกมั่นคง เป็นระเบียบ
- สามเหลี่ยม หยุดนิ่งมั่นคง ส่วนปลายจะให้ความรู้สึกถึงทิศทาง
- หกเหลี่ยม ให้ความรู้สึกเชี่อมโยงกันไม่มีที่สิ้นสุด
- รูปร่างธรรมชาติ ให้ความรู้สึกถึงอิสระ เลื่อนไหล ไม่มีกฏเกณฑ์แน่นอนตายตัว

มาเรามาดูกันดีกว่าว่าสีแต่ละสีให้ความรู้สึกไปในแนวทางไหนกันนะครับ เผื่อว่าจะเอาไปเป็นแนวทางในการเลือกใช้สีในารออกแบบกันนะครับ

สี

สีแดง - เป็นที่ถือว่าเป็นสีมงคลของคนจีน ให้ความรู้สึกถึง ดวงอาทิตย์ ไฟ ความสว่าง ความร้อน พลังงาน และความแรง เป็นสีที่ออกไปในแนวความรู้สึกที่รุนแรง ข้อเสียของสีนี้ก็คือเมื่อมองนานๆจะทำให้ไม่สบายตา

สีเหลือง - เป็นสีที่ให้ความรู้สึกถึงความสดใส ปลอดโปร่ง และดึงดูดสายตา

สีน้ำเงิน - ให้ความรู้สึกถึงความสงบ สุขุม มีราคา หรูหรา สุภาพ หนักแน่น และความเป็นผู้ชาย เป็นที่ที่บริษัทหลายๆบริษัทเลือกใช้กัน เพราะเป็นสีที่สร้างให้เกิดความรู้สึกถึงความน่าเชื่อถือ

สีส้ม - ให้ความรู้สึกดึงดูด ทันสมัย สดใส กระฉับกระเฉง และมีพลัง

สีเขียว - จะให้ความรู้สึกนึกถึงต้นไม้ ความสดชื่น เย็นสบาย ชุ่มชื่น และสบายตา

สีม่วง - ให้ความรู้สึกถึงความหนักแน่น มีเสน่ห์ เป็นความลับและปกปิด

สีชมพู - ให้ความรู้สึกถึงความอ่านหวาน นุ่มนวล เป็นสีที่บ่งบอกถึงความรัก วัยรุ่น และความเป็นผู้หญิง

สีน้ำตาล - ให้ความรู้สึกถึงความสงบ เรียบ ความเป็นผู้ใหญ่ ความเก่าแก่ โบราณ และไม้

สีฟ้า - ให้ความรู้สึกถึงความโปร่ง โล่งสบาย สบายตา นุ่มนวล และสุขสบาย

สีเงิน - ดูมีราคาทันสมัย และหมายถึงสิ่งใหม่ๆ เป็นสีที่ให้สีตั้งแต่ ขาว - ดำ

สีทอง - ดูมีคุณค่า ราคาแพง หรูหรา
สีขาว - ให้ความรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ สะอาด เรียบง่าย โล่ง และว่างเปล่า

สีเทา - เป็นสีที่เป็นกลางที่สุด เป็นสีที่สามารถเข้าได้กับทุกสี เป็นสีที่ให้อารมณ์เศร้า หม่นหมอง ไร้ชีวิตชีวา

สีดำ - เป็นสีที่บ่งบอกถึงความมืด ความไม่เห็น ไม่รู้ และ ความน่ากลัว


edit @ 2006/03/26 22:23:18